Saturday, 28 April 2012

แฟชั่นของหนุ่มๆ ไม่ตกเทรนด์




หลังจากที่อัพเดทเทรนดืแฟชั่นของสาวๆ กันไปเยอะแล้ววันนี้เราจะมาอัพเดทเทรนด์ฮิตของหนุ่มกันบ้างค่ะว่าตอนนี้หนุ่มๆเค้าฮิตอะไรใส่อะไรกันบ้าง


- เสื้อยืดกางเกงยืน
สไตล์การใส่แบบนี้ยังคงฮิตติดลมบนตลอดเวลาใส่แล้วไม่มีเอ้าท์แน่นอน หากหนุ่มๆ คนไหนที่ไม่ชอบแต่งอะไรมากชอบสบายๆลองเลือกเสื้อยืดลายแปลกใส่กับรองเท้าผ้าใบคู่โปรด รับรองอินไม่มีเอ้าท์แต่จะให้ดีลองหาแว่นตาเก๋หรือสร้อยเท่ห์มาเพิ่มรับรองสาวมองจนเหลียวหลังค่ะ

- สำหรับหนุ่มทำงาน หรือหนุ่มออฟฟิต
เดี่ยวนี้หนุ่มออฟฟิตเค้าหันมาใส่เสื้อเชิ้ตที่มีลูกเล่นสีสันสดใส รวมไปถึงกางเกงก็มีการปรับเปลี่ยนรุปทรงให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยนะค่ะ ถ้าหนุ่มๆคนไหนยังใส่เสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง กางเกงจีบเด่นมาแต่ไกลรีบเก็บชุดเหล่านั้นเก็บเข้ากรุไปเลยค่ะเพราะมันเอ้าท์ไปแล้ว (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรเลือกใส่ตามความเหมาะสมนะค่ะ เพราะสถานที่ทำงานของคุณหนุ่มๆ แต่ละคนอาจจะไม่เอื้ิออำนวยให้ใส่ในแบบแฟชั่นมากนักค่ะ)

- สำหรับเสื้อลายสก็อต
เสื้อแบบนี้ยังสามารถใส่ได้อยู่ค่ะในถือเป็นสไตล์ที่หนุ่มๆ มักจะชอบใส่รองลงมาจากเสื้อยืดเลยก็ว่าได้ค่ะ ถ้าหนุ่มๆ คนไหนยังไม่มีเสื้อลายสก็อตไว้ในครอบครองรีบไปหามาไว้สักตัวสองตัวนะค่ะ แต่ขอเตือนไว้สักหน่อยนะค่ะว่าควรเลือกลายที่ดูเข้ากับตัวเองด้วยล่ะ มิเช่นนั้นอาจจะโดนแซวว่าจะไปไร่อ้อยได้นะค่ะแล้วจะหาว่าไม่เตือน...

- เสื้อเเขนยาวสไลต์ลำลอง
แบบนี้ก็ดูทำให้เป็นผู้ชายเท่ห์ไปอีกแบบค่ะแต่ว่าควรจะใส่ให้พอดีตัวนะค่ะ แล้วควรถึงแขนขึ้นมาเล็กน้อยถ้าปล่อยยาวๆอาจจะดูเป็นคุณลุงเกินไปและเพิ่มความเท่ห์ด้วยนาฬิกา แหวนไปด้วยก็ดูดีไปอีกแบบ แต่เสื้อสไตลต์แบบนี้ไม่เหมาะกับคุณหนุ่มๆ ที่มีพุง หรือเจ้าเนื้อเกินไปนะค่ะ เพราะจะทำให้ดูอ้วนตันจนคุณอาจจะหมดหล่อไปเลยค่ะ
เป็นอย่างไรบ้างค่ะกับการอัพเดทเทรนด์แฟชั่นของหนุ่มในตอนนี้ สาวๆคนไหนที่เข้ามาอ่านแล้วสนใจก็นำไปบอกต่อให้กับหวานใจคุณได้นะค่ะ หรือจะลองซื้อไปมอบให้เป็นของขวัญก็ยิ่งดีเลยค่ะ แล้วพบกันใหม่นะค่ะ

ความรู้ดีๆ จากเว็บดีๆ : http://women.sanook.com

Healthy Boys 3 : How to ผู้ชายหน้าใส


สำหรับผู้ชายที่รักความหล่อและอยากจะบำรุงผิวหน้าให้พิเศษยิ่งกว่านี้ มีอีกสองวิธีที่ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองมาแนะนำ หรือถ้าขี้เกียจ จะไปทำตามสถามเสริมความงามก็ได้ รับรองว่าขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แล้วก็ปลอดภัยสำหรับคนที่ไม่ต้องการเสี่ยงกับเทคโนโลยีและเครื่องมือแพทย์ต่างๆ ด้วยสองวิธีนี้ควรจะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง สักเดือนละครั้งกำลังดีนะครับ แต่อย่าทำสองอย่างพร้อมๆ กัน หรือติดๆ กัน เพราะแบบนั้นแทนที่จะบำรุง อาจจะกลายเป็นการทำให้หน้าช้ำและบอบบางยิ่งขึ้นก็ได้

วิธีที่ 1 : นวดหน้าแบบชายชาตรี
การนวดหน้าก็คือการใช้ครีมซึ่งมีส่วนผสมที่ช่วยในการบำรุงผิวหน้าสูงมาทาบริเวณใบหน้า แล้วใช้มือนวดเพื่อผลักครีมให้เข้าไปในผิวหน้า และเพื่อให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าได้ผ่อนคลาย
วิธีนี้เหมาะกับคนผิวแห้งมากกว่า เพราะครีมมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่สูง คนผิวมันนวดแล้วจะพานเป็นสิวได้ง่ายๆถ้ากำลังเป็นสิวอยู่ อย่านวดหน้า เพราะการนวดหน้านอกจากจะเพิ่มความมันเข้าไปแล้ว ยังทำให้สิวถูกเสียดสีมากจนบวมช้ำเม็ดเบ้งขึ้น หรืออาจอักเสบรุนแรงได้

วิธีที่ 2 : พอกหน้าแบบชายอกสามศอก
การพอกหน้านั้นจริงๆ แล้วเหมาะกับทุกสภาพผิว และดีเป็นพิเศษสำหรับคนผิวมัน อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์พอกหน้าสำหรับแต่ละสภาพผิวให้เลือกซื้ออีกมากมายด้วย จึงเป็นวิธีที่สะดวกและเป็นที่นิยมมากกว่า
การพอกหน้านั้นมีอยู่สองประเภทหลักๆ คือ
- การพอกหน้าเพื่อบำรุง แบบนี้เนื้อครีมพอกหน้าจะออกแนวชุ่มชื้น ไม่แห้งแข็ง เช็ดออกหลังการพอกได้ง่าย แล้วล้างหน้าตามด้วยน้ำเปล่าได้ โดยไม่จำเป็นต้องล้างด้วยเจลหรือโฟม เพราะเนื้อครีมที่ตกค้างอยู่จะเป็นตัวบำรุงผิวนั่นเอง
- การพอกหน้าเพื่อทำความสะอากล้ำลึกและกำจัดความมัน ครีมพอกหน้าแบบนี้จะมีเนื้อครีมข้นหนืดและเป็นครีมแบบแห้ง คือ ค่อยๆ แห้งช้าๆ หลังจากพอกหน้าแล้ว และบางแบบแห้งจนเป็นหน้ากาก ครีมพอกหน้าแบบนี้จะช่วยดูดซับความมันและสิ่งสกปรกในรูขุมขนให้สะอาดหมดจด และเมื่อแห้งแล้วสามารถเช็ดออกด้วยน้ำเปล่าหรือลอกออกก็ได้ ตามแต่คุณสมบัติของครีมแต่ละตัว แต่ควรตามด้วยการล้างหน้าด้วยเจลเสมอ เพื่อกำจัดเนื้อครีมที่ตกค้าง

X DDT : Don't Do That! หยุด...อย่าขยับ
- ถ้าจะพอกหน้า ควรอยู่คนเดียว ห้ามพูดคุยกับใคร หรือคุยโทรศัพท์แก้เซ็ง เพราะเดี๋ยวหน้าขยับแล้วจะยับแทนที่จะหล่อ
- อย่าดูหนังหรือทีวีเวลาพอกหน้า หันมาฟังเพลงแทนดีกว่า เพราะหากแจ๊คพ็อตเจอฉากตลก จะหัวเราะขำกลิ้งจนหน้ายับ
- ถ้าหิวน้ำให้ใช้หลอดดูดช่วย จะลดการขยับหน้าได้มากกว่าการดื่มจากแก้ว
แล้วมาสก์สำเร็จรูปที่เห็นตามโฆษณาล่ะใช้ได้ไหม
มาสก์สำเร็จรูปที่มาเป็นแผ่นผ้าหรือแผ่นกระดาษรูปใบหน้านั้นก็สะดวกและรวดเร็วดีครับ เพราะสามารถฉีกซองแล้วแปะได้เลย โดยไม่ต้องยุ่งยากควักกระปุกทาครีมให้ดูเสียกิริยา แถมสูตรและส่วนผสมก็มีให้เลือกเพียบ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นมาสก์แบบเปียกสำหรับการบำรุงผิวหน้าเสียมากกว่า ( ให้ผลคล้ายกับพอกหน้าแบบแรก ) ดังนั้นถ้าต้องการกำจัดความมันหรือทำความสะอาดล้ำลึก ใช้มาสก์แบบแห้งลักษณะเดิมนั่นละเวิร์คสุดแล้ว

ความรู้ดีๆ จากเว็บดีๆ : http://women.sanook.com

Healthy Boy 2 : ร้อนแบบนี้ ทาครีมกันแดดดีไหม?


ไม่ทาครีมกันแดดได้ไหม?
ไม่ได้ครับ เพราะอยู่ในความดีของแสงแดดนั้นก็มีความร้ายกาจของรังสีซ่อนอยู่มากมายเช่นกัน อันตรายจากแสงแดดนั้นมีมากกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะเมืองไทยยุคนี้ที่แดดแรงจัดได้ทุกฤดู นอกจากผลเสียที่สัมผัสได้โดยตรงจากอาการแสบผิวเวลาปะทะกับแสงแดดจัดแล้ว ผลเสียอื่นๆ ที่ตามมาก็คือ ผิวหนังไหม้แดง เกิดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวคล้ำขึ้น แล้วไหนจะมีมะเร็งผิวหนังที่เกิดจากการไม่ป้งอกันผิวเวลาเจอกับแสงแดดแรงๆ เป็นประจำอีก ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดจึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ผู้ชายไทยทุกคนควรจะใช้ เพื่อปกป้องผิวจากการทำร้ายของรังสียูวี


มันคืออะไร?
SPF : ย่อมาจาก Sun Protection Factor ซึ่งก็คือค่าของตัวเลขที่ใช้แสดงประสิทธิภาพของการป้องกันแสงแดดนั่นเอง ซึ่งค่า SPF ที่ดีนั้นควรระบุคุณสมบัติในการป้องกันรังสียูวีให้ครบทั้ง UVA และ UVB ( โดยเฉพาะ UVB ที่เป็นสาเหตุของการทำให้ผิวหนังไหม้เกรียม ) ค่าตัวเลข SPF นั้นยิ่งมากก็ยิ่งจะป้องกันแสงแดดได้ดีและยาวนานกว่า แต่ก็ใช่ว่าค่า SPF สูงๆ นั้นจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป
UVA : รังสีที่ส่งผลต่อผิวหนังชั้นเดอร์มิส ทำให้เกิดอนุมูลอิสระและทำลายเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหย่อนคล้อยและเป็นริ้วรอย
UVB : รังสีที่ส่งผลกระทบต่อเซลล์เมลาโนไซต์ ( melanocyte ) ในผิวหนังชั้นบนสุด ( epidermis ) ทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีผิวเมลานิน ( melanin ) ซึ่งทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดจุดด่างดำ ฝ้า และกระ อีกทั้งทำให้ผิวร้อน แดง และไหม้เกรียม แบบที่เรียกว่า sunbum แถมหนักๆ เข้ายังก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ด้วย
DIY : Do It Yourself สูตรการคำนวณค่า SPF กับประสิทธิภาพในการป้องกันแดดแบบง่ายๆ
สูตร
ค่า SPF * 15 = ระยะเวลาเป็นนาทีที่จะป้องกันแดดได้ดีที่สุด
SPF 08 : 8 * 15 = 120 นาที หรือ 2 ชั่วโมง
SPF 15 : 15 * 15 = 225 นาที หรือ 3 ชั่วโมง 45 นาที
SPF 30 : 30 * 15 = 450 นาที หรือ 7 ชั่วโมง 30นาที
SPF 50 : 50 * 15 = 750 นาที หรือ 12 ชั่วโมง 30 นาที
รู้ไหม Numbers to Remember : ตัวเลขที่มากับแดด ?
15 คืือ ตัวเลขของค่า SPF ที่เหมาะสมกับคนไทยมากที่สุด เพราะจากผลการวิจัยหลายๆ แห่งระบุว่า ค่า SPF 15 นี้เพียงพอต่อการป้องกันแสงแดดในเมืองไทยแล้ว โดยเฉพาะ ออฟฟิศแมนทั้งหลายที่ออกมาโดนแดดกันเพียงไมเท่าไร แล้วก็กลับเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ ในร่มกันเสียส่วนใหญ่ 15 นาที คือช่วงเวลาที่เราควรทาผลิตภัณฑ์กันแดดทิ้งไว้ก่อนที่จะออกไปเจอแดดจริงข้างนอก
9 - 15 หรือ 9.00 น. - 15.00 น. คือ ช่วงเวลาที่แสงแดดแรงและเป็นอันตรายมากที่สุด หากหลีกเลี่ยงการเผชิญแดดในช่วงเวลานี้ได้จะเยี่ยมมาก แต่ถ้าจำเป็นต้องออกแดดก็ควร พยายามเดินแอบๆ ในที่ร่ม หรือพกอุปกรณ์กันแดด ( เช่น หมวก ร่ม หรือคนถือร่ม ) ไปด้วย
40 คือ จำนวนนาทีที่เราสามารถอยู่ในน้ำได้ โดยไม่ได้รับอันตรายจากแสงแดด หลังจาก ทาผลิตภัณฑ์กันแดดแบบทนน้ำ ที่ระบุข้างขวดว่า Water Resistant ( ซึ่งเหมาะกับคน 
เหงื่อเยอะอย่างยิ่ง )
80 คือ จำนวนนาทีที่เราสามารถอยู่ในน้ำได้ โดยไม่ได้รับอันตรายจากแสงแดด หลังจาก ทาผลิตภัณฑ์กันแดดแบบน้ำ ที่ระบข้างขวดว่า Water Proof ( แบบนี้จะทาประจำก็ เกินไป ใช้เวลาลงน้ำอย่างเดียวพอ )
X DDT : Don't Do That! ใช้ SPF สูง > ผิวดื้อสารกันแดด
ความเชื้อที่ถูกแต่นำมาปฏิบัติกันผิดๆ นี้ รู้หรือเปล่าว่ามันเกิดผลร้ายมากกว่าผลดีเสียอีก...คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ นั้นจะช่วยกันแดดได้ดีกว่า โดยหารู้ไม่ว่าการใช้ค่า SPF สูงๆ ติดต่อกันนานๆ จะทำให้เกิดอาการผิวดื้อสารกันแดด ทำให้เวลาไปเจอแดดจัดๆ จริงๆ แล้ว ผลิตภัณฑ์จะไม่สามารถป้องกันแดดได้ตามประสิทธิภาพที่ระบุไว้ ทำให้ผิวคล้ำได้ง่ายแม้จะทาผลิตภัณฑ์ป้องกันมาแล้วเป้นอย่างดี
ข้อสังเกต : ที่ผ่านมาเราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF สูงๆ เป็นประจำหรือเปล่า ผิวหน้าเราคล้ำจนผิดปกติหรือเปล่าเวลาออกแดดจัด ใบหน้าดูหมองๆ ชอบกลหรือเปล่าเวลาส่องกระจก
แก้ไข : หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาร SPF ไปสักพัก ( หยุดใช้ไปเลย ไม่ใช่ใช้ที่มีค่า SPF ลดลง ) ราวๆ 1 เดือน เพื่อให้ผิวหน้าได้พักผ่อนและปรับสภาพใหม่ ขณะที่หยุดใช้ก็พยายามเลี่ยงการเผชิญแสงแดดให้มากที่สุด หรือหาอุปกรณ์ป้องกันเพิ่มเติม เช่น ใส่เสื้อแขนยาว ใส่หมวก หรือกางร่มเวลาออกแดด เมื่อครบหนึ่งเดือนค่อยกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้แค่ SPF 15 ก็พอ
ข้อแนะนำ : สำหรับค่า SPF สูงๆ นั้น ถ้าใช้เป็นบางโอกาสจะได้ผลเต็มประสิทธิภาพกว่า เช่น วันที่ต้องออกแดดแรงๆ นาน ต้องทำงาน หรือมีปาร์ตี้กลางแจ้ง ก็ให้ใช้ SPF 30 เพิ่มขึ้นมาเป็นกรณีเฉาะกิจ แต่ถ้าจะให้ไปทะเลหรือเล่นกีฬากลางแจ้ง ก็ให้ใช้ SPF 50 เป็นต้น

ความรู้ดีๆ จากเว็ปดีๆ : http://women.sanook.com